อภิญญา ๖
อภิญญา (abhiññā) แปลว่า ความรู้ยิ่ง หรือความรู้ที่ยิ่งกว่าระดับปกติของคนทั่วไป ในพระสูตรหมวดนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงผลของชีวิตสมณพราหมณ์ที่อบรมตนอย่างเป็นลำดับ จนสามารถเข้าถึงความสามารถพิเศษบางประการได้
อย่างไรก็ดี แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ความน่าอัศจรรย์ แต่อยู่ที่การแยกให้ออกว่าอะไรเป็นเพียงผลทางสมาธิ และอะไรเป็นความรู้ที่ทำลายกิเลสได้จริง
ความหมาย / โครงร่าง
อภิญญา ๖ แบ่งได้เป็น ๒ ชั้นใหญ่ ชั้นแรกคือ โลกียอภิญญา ๕ อาศัยฌานและกำลังสมาธิเป็นฐาน
ชั้นที่สองคือ โลกุตตรอภิญญา ๑ คืออาสวักขยญาณ อาศัยปัญญาเห็นอริยสัจตามความเป็นจริง และเป็นตัวตัดสินว่าผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์แล้วหรือยัง
รายการอภิญญา ๖
๑. อิทธิวิธิ
หมายถึงความสามารถทางอิทธิฤทธิ์ เช่น แสดงฤทธิ์เป็นอย่างต่างๆ ได้ตามที่คัมภีร์อธิบาย
จุดสำคัญคือข้อนี้เป็นผลของสมาธิที่มีกำลังมาก ไม่ใช่เครื่องวัดความบริสุทธิ์ของใจโดยตรง
๒. ทิพยโสตะ
คือหูทิพย์ สามารถได้ยินเสียงที่ละเอียด ไกล หรือเกินวิสัยปกติ
แม้จะดูพิเศษ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของโลกียธรรม เพราะยังไม่ทำให้กิเลสดับเอง
๓. เจโตปริยญาณ
คือความรู้ใจผู้อื่น รู้ได้ว่าจิตขณะนั้นมีราคะ โทสะ โมหะ หรือปลอดจากสิ่งเหล่านี้อย่างไร
ข้อนี้เตือนให้เห็นด้วยว่า ความรู้ใจคนอื่นไม่ได้แปลว่ารู้แจ้งทุกข์ของตนเอง จึงยังไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย
๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
คือการระลึกชาติได้ รู้ภพชาติที่เคยเป็นมาในกาลก่อน
ความสามารถนี้อาจทำให้ผู้คนเลื่อมใส แต่ในทางปฏิบัติ ถ้ายังไม่ละอุปาทาน ก็ยังเวียนอยู่ในวัฏฏะเช่นเดิม
๕. ทิพยจักษุ
คือจักษุทิพย์ รู้ความเกิดดับหรือความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายตามกรรมได้ในระดับหนึ่ง
ข้อนี้สัมพันธ์กับการมองเห็นความแปรเปลี่ยนของสรรพสัตว์ แต่ยังเป็นความรู้เชิงภพภูมิ ไม่ใช่การทำลายอาสวะโดยตัวมันเอง
๖. อาสวักขยญาณ
นี่คืออภิญญาข้อสำคัญที่สุด คือความรู้ที่ทำให้อาสวะสิ้นไป ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ชัดว่า ชาตินี้สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
ข้อนี้ไม่ใช่เพียงความสามารถพิเศษ แต่เป็นความหลุดพ้นจริง จึงเรียกว่า โลกุตตรอภิญญา
โลกียอภิญญา กับ โลกุตตรอภิญญา
| ด้านเปรียบเทียบ | โลกียอภิญญา ๕ | โลกุตตรอภิญญา ๑ |
|---|---|---|
| ฐานกำลัง | ฌานและสมาธิ | ปัญญาเห็นอริยสัจ |
| ผลเด่น | ความสามารถพิเศษ | การสิ้นอาสวะ |
| สถานะกิเลส | อาจยังเหลือ | ถูกทำลายเด็ดขาด |
| จุดหมาย | อัศจรรย์ทางจิต | พ้นทุกข์ |
การแยก ๒ ชั้นนี้สำคัญมาก เพราะทำให้ไม่หลงทางไปติดอยู่กับสิ่งน่าตื่นตา จนลืมเป้าหมายของพระพุทธศาสนาคือความดับทุกข์
เหตุที่คนทั่วไปไม่ควรมุ่งอภิญญา ๕ ก่อน
๑. เสี่ยงต่อความทะยานอยากแบบละเอียด
ผู้ปฏิบัติอาจเริ่มภาวนาด้วยความอยากเด่น อยากมีประสบการณ์พิเศษ หรืออยากได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
เมื่อแรงขับเคลื่อนเป็นตัณหา สมาธิก็อาจกลายเป็นเชื้อของมานะได้
๒. เป็นของยากและคลาดเคลื่อนได้
เรื่องเกี่ยวกับฤทธิ์ นิมิต หรือประสบการณ์เหนือสามัญ เป็นเรื่องที่คนหลงตนได้ง่าย และผู้อื่นตรวจสอบได้ยาก
พระพุทธองค์จึงไม่ได้วางสิ่งเหล่านี้เป็นแกนของศาสนา แต่ทรงวางศีล สมาธิ ปัญญา และการสิ้นกิเลสเป็นแกน
๓. ไม่รับประกันความหลุดพ้น
ถึงมีอภิญญา ๕ ครบ ถ้ายังไม่รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดำเนิน ก็ยังไม่พ้นวัฏสงสาร
ด้วยเหตุนี้ คนทั่วไปจึงควรมุ่งข้อที่ ๖ คือการเจริญปัญญาเพื่ออาสวักขยญาณ
ความสัมพันธ์กับธรรมอื่น
การเกิดอภิญญา ๕ ต้องอาศัยสมาธิที่มีกำลัง จึงเชื่อมกับการฝึกอารมณ์กรรมฐาน เช่น กสิณ ๑๐
ในทางปฏิบัติ หากไม่มีฐานสติที่มั่นคง ผู้ปฏิบัติก็มีโอกาสหลงนิมิตหรือหลงอารมณ์สมาธิได้ จึงควรอ่านคู่กับ สติปัฏฐาน ๔
อีกด้านหนึ่ง เรื่องฤทธิ์และวิสัยของฌานจัดเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอามาคิดคาดเดาเล่น จึงเชื่อมกับ อจินไตย ๔
การปฏิบัติ / การนำไปใช้
๑. ตั้งเป้าถูกตั้งแต่ต้น
ภาวนาเพื่อให้ใจตั้งมั่นและเกิดปัญญา ไม่ใช่ภาวนาเพื่อสะสมประสบการณ์แปลก
๒. ใช้สมาธิเป็นฐานของปัญญา
เมื่อจิตสงบ ให้น้อมมาดูรูปนาม ความเกิดดับ และความไม่ใช่ตัวตน ตรงนี้ทำให้สมาธิรับใช้การหลุดพ้น
๓. ไม่ตัดสินตนจากเรื่องพิเศษ
เห็นนิมิตหรือไม่เห็น มีประสบการณ์แปลกหรือไม่มี ไม่ใช่ตัววัดหลัก ตัววัดที่สำคัญกว่าคือโลภะ โทสะ โมหะ เบาบางลงหรือไม่
๔. เคารพลำดับของพระศาสนา
ศีลทำให้ไม่ฟุ้งซ่านหนัก สมาธิทำให้ใจมีกำลัง ปัญญาทำให้รู้ตามจริง เมื่อวางลำดับถูก ผู้ปฏิบัติก็ไม่หลงเอาทางแยกมาเป็นปลายทาง